วันนี้ Lekded69 จะพาทุกท่านมารู้จักกับบทความ “เล่าขาน ตำนานครุฑ” ให้มากกว่าเดิม หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับหลายๆคนนะคะ

ตำนาน เล่าขาน 63

 เล่าขาน ตำนานครุฑ ส่งท้ายปี 2563

หลายๆคนคงรู้จักครุฑอยู่แล้ว แต่อีกหลายๆคนก็ยังอาจจะไม่ทราบว่าครุฑก็สามารถนำไปบูชาเพื่อเสริมดวงได้ วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับครุฑให้มากขึ้น ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันได้เลย

ตำนาน เล่าขาน 63

ประวัติและความเป็นมา 

        คัมภีร์ปุราณะของฮินดูเล่าถึงกำเนิดพญาครุฑไว้ว่า ครั้งหนึ่งพระทักษะปชาบดีได้ยกสิบสามนางให้พระกัศยปเทพบิดร (Kasyapa) ซึ่งธิดาสององค์ คือนางวินตา (Vinta) และนางกัทรุ (Kadru) แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน โดยนางกัทรุขอพรจากพระกัศยปให้มีบุตรเป็นนาคหนึ่งพันตัว ส่วนนางวินตาขอพรให้มีบุตรเพียงสององค์ แต่ให้มีฤทธิ์อำนาจมากกว่าบุตรของนางกัทรุ

        นางกัทรุคลอดลูกออกมาเป็นไข่หนึ่งพันฟอง เมื่อเวลาผ่านไปห้าร้อยปีกก็บังเกิดเป็นนาคหนึ่งพันตัว ส่วนนางวินตา คลอดลูกเป็นไข่สองฟอง หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานไข่ก็ยังไม่ฟักเป็นตัว นางวินตาจึงทุบไข่ใบแรกปรากฏเป็นเทพมีเพียงครึ่งองค์ ไม่มีท่อนล่าง เนื่องจากเกิดก่อนกำหนดนามว่า อรุณเทพบุตร

        พระอรุณโกรธนางวินตา ที่ทำให้ตนพิการ จึงสาปให้ต้องไปเป็นทาสนางกัทรุเป็นเวลาห้าร้อยปี แต่ก็บรรเทาคำสาปว่า หากนางวินตาสามารถทนรอไปอีกห้าร้อยปีจนไข่อีกฟองหนึ่งฟักเป็นตัว บุตรในไข่ใบที่สองจะช่วยนางให้พ้นคำสาป

        ต่อมานางวินตา และนางกัทรุแข่งพนันทายสีม้าเทียมรถทรงของพระอาทิตย์ โดยมีข้อแม้ว่าหากผู้ใดแพ้ต้องยอมเป็นทาสของอีกฝ่ายหนึ่ง นางกัทรุใช้อุบายให้นาคผู้เป็นลูกเข้าไปแทรกอยู่ในรถขนม้า เพื่อให้สีเปลี่ยนไป นางวินตาจึงแพ้พนัน กลายเป็นทาสของนางกัทรุหลังจากนั้นอีกห้าร้อยปี ไข่ใบที่สองก็แตกออกมาเป็นบุตรผู้มีกำลังมหาศาล มีรัศมีทองสว่างไสวกว่าพระอาทิตย์นับร้อยเท่า มีศีรษะจงอยปาก และปีกเหมือนนกอินทรี แต่ร่างกายและแขนขาเหมือนมนุษย์มีนามว่า “เวนไตย” (แปลว่า เกิดจากนางวินตา)

        เมื่อพญาเวนไตยเติบโตขึ้น ทราบว่ามารดาตนต้องเป็นทาสของกัทรุเพราะแพ้อุบาย จึงขอไถ่ตัวนางวินตาจากเหล่านาค พวกนาคก็ยินยอม โดยมีข้อแม้ว่า พญาเวนไตยต้องไปเอาน้ำอมฤตที่พระอินทร์เก็บรักษาไว้บนสวรรค์มาให้พวกตนพญา เวนไตยตกลง โดยก่อนออกเดินทางได้ขอพรจากมารดา ซึ่งนางวินตาบอกว่า ระหว่างทางหากหิว ให้กินเฉพาะคนป่าเถื่อน (นิษาท) และห้ามทำอันตรายพวกพราหมณ์โดยเด็ดขาด พญาเวนไตยก็รับคำมารดา

        ในระหว่างทางเมื่อเกิดความหิวก็จับพวกนิษาทกินเป็นอาหารแต่ก็ไม่อิ่ม จึงไปจับเต่า (วิภาวสุ) และช้าง (สุประตึกะ) ซึ่งเดิมเป็นอสูรพี่น้อง แต่เกิดความโลภแย่งสมบัติกัน ต่างฝ่ายต่างสาปให้กลายเป็นเต่าและช้างที่มีขนาดใหญ่โตมาก พญา          เวนไตยเอาปากคาบสัตว์ทั้งคู่บินไปเกาะกิ่งไทรที่มีความยาวถึงหนึ่งร้อยโยชน์ แต่กิ่งไทรทานน้ำหนักไม่ไหว หักลงมา พญาเวนไตยแลเห็นว่าบนกิ่งไทรมีพวกฤาษีแคระซึ่งเรียกว่า “พาลขิยะ” มีขนาดเท่านิ้วมือ จึงเอาเท้าจับกิ่งไทรบินพาไปวางไว้ที่เขาเหมกูฏพวกฤๅษีเห็นว่าพญานกตนนี้มีจิตใจงดงาม จึงให้ชื่อว่า “ครุฑ” (Garuda ภาษาเดิมอ่านว่า คะ-รุ-ทะ) แปลว่าผู้รับภาระอันหนัก ทั้งยังให้พรว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใดให้สำเร็จตามประสงค์ และให้มีพละกำลังมหาศาล ไม่มีผู้ใดต้านทานได้

         จากนั้น พญาครุฑก็บินไปยังเทวโลก นำน้ำอมฤตออกมา พระวิษณุเสด็จมาพบเข้าจึงสู้รบกัน แต่ต่างไม่สามารถเอาชนะกันได้ พระวิษณุทรงพอพระทัยจึงทรงให้พรตามที่พญาครุฑต้องการ พญาครุฑขอพรสองประการคือ ขอเป็นพาหนะให้พระวิษณุในเวลาเสด็จไปยังที่ต่างๆ แต่ในยามปกติขออยู่เหนือพระวิษณุ และขอให้มีความเป็นอมตะแม้จะไม่ได้ดื่มน้ำอมฤตก็ตาม พระวิษณุก็ทรงให้พรตามที่ขอ และยังทรงอนุญาตให้สามารถจับนาคกินเป็นอาหารได้ ยกเว้น “เศษะนาค” และ “นาควาสุกรี” ซึ่งเป็นผู้เคารพในพระองค์

         เมื่อพญาครุฑออกเดินทางต่อ ปรากฏว่าพระอินทร์ตามมาแย่งน้ำอมฤตคืน เกิดสู้รบกัน พระอินทร์สู้ไม่ได้ จึงทำสัญญาเป็นมิตรกัน พญาครุฑบอกให้พระอินทร์ตามไปเอาน้ำอมฤตคืนหลังจากที่ตนส่งน้ำอมฤตให้พวกนาคแล้วเมื่อพญาครุฑกลับมา ก็นำน้ำอมฤตไปไถ่ตัวมารดา แล้วออกอุบายให้พวกนาคไปชำระร่างกายก่อนดื่มน้ำอมฤต เมื่อพวกนาคหลงกล พระอินทร์ก็ทรงฉวยเอาน้ำอมฤตกลับสวรรค์ด้วยเหตุดังกล่าว พญาครุฑจึงเป็นเทพพาหนะของพระวิษณุ ในยามที่เสด็จไปยังที่ต่างๆ ส่วนในยามปกติพญาครุฑจะอยู่บนเสาธงนำขบวนของพระวิษณุ เรียกว่า “ครุฑธวัช”

ตำนาน เล่าขาน 63

ข้อดีของการบูชาพญาครุฑ

  • เป็นมหาอำนาจยิ่งใหญ่ มีสิทธิอำนาจเด็ดขาดเฉียบขาด
  • สามารถลบล้างอาถรรพ์และคุณไสย์ทั้งปวง สามารถปัดเป่าเสนียดจัญไร ภูติผีปีศาจไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้
  • เป็นสื่อนำความเจริญก้าวหน้า รวมทั้งตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศถาบรรดาศักดิ์มาสู่ชีวิตหน้าที่การงาน
  • ช่วยปกป้องคุ้มครองจากภัยอันตรายทั้งปวง
  • ช่วยเสริมเสน่ห์เมตตามหานิยม
  • นำความร่มเย็นเป็นสุขมาให้
  • มีโชคมีลาภ ทำมาค้าขายดี กิจการเจริญรุ่งเรือง
  • สัตว์ร้าย งู อสรพิษไม่กล้ากล้ำกรายเข้าใกล้ เพราะเกรงกลัวบารมีของพญาครุฑ

วิธีบูชาองค์พญาครุฑ

  1. จุดธูป 5 ดอก เป็นการบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง เพื่อเป็นการขออนุญาตินำองค์พญาครุฑมาประทับ ณ สถานที่แห่งนั้น
  2. จัดเครื่องบวงสรวง โดยการจุดธูป 9 ดอก เทียน 1 คู่ พวงมาลัย 1 พวง ผลไม้ 1 หรือ 3 อย่าง ถั่วหรืองา 1 ถ้วย น้ำเปล่า 1 แก้ว
  3. ทำการสวดอัญเชิญสรรเสริญองค์พญาครุฑด้วยบทสวดนี้

ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า

“คะรุปิจะ กิติมันตัง มะ อะ อุ  โอมพญาครุฑ รุจ รุจ แล้วรวย

นะได้เงิน นะได้ทอง นะเจริญ  นะมั่นคง นะได้ทรัพย์ นะเมตตา

อิติปิโสภะคะวาพระพุทธเจ้าสั่งมา  พญาครุฑล้างอาถรรพณ์

อิติคงเนื้อ อิติคงหนัง  พญาครุฑยันติ อภิปูยาจามิ.

พญาครุฑจะผุด มนุษย์จะเกิด  พุทธังแคล้วคลาด

ธัมมังแคล้วคลาด  สังฆังแคล้วคลาด

องค์พระพุทธเจ้าย่างบาท  นะปัจจะโยโหนตุ”

สรุป

เป็นยังไงกันบ้างคะกับบทความดีๆที่เล่าเรื่องราวให้ทุกคนได้รู้จักครุฑและวิธีบูชามากยิ่งขึ้น ทางเราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆคนนะคะ สำหรับวันนี้ทางเรา Lekded69 ขอตัวลาไปก่อน ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความสุขมากๆกับเดือนสุดท้ายของปี 2563 นะคะ สวัสดีค่ะ

ขอบคุณอ้างอิง TrueID

สามารถอ่านบทความอื่นๆของเราได้ที่นี่ 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *